Why?

ต้นกำเนิดอาวุธสุดแสบ 'แก๊สน้ำตา'

Quick Facts

แสบตา แสบผิวหนัง น้ำตาไหล หายใจลำบาก คืออาการหลักจากการสัมผัส 'แก๊สน้ำตา' (Tear Gas) ว่าแต่...แก๊สน้ำตามีที่มาอย่างไร?
แก๊สน้ำตามีต้นกำเนิดในฝรั่งเศส ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 เนื่องจากนักเคมีชาวฝรั่งเศสต้องการหาวิธีควบคุมจลาจลอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ต้องสอดคล้องกับ 'คำประกาศว่าด้วยการห้ามใช้กระสุนที่มีวัตถุประสงค์เดียวเพื่อแพร่แก๊สพิษซึ่งทำให้ขาดอากาศหายใจ' (Declaration concerning the Prohibition of the Use of Projectiles with the Sole Object to Spread Asphyxiating Poisonous Gases) ใน 'ข้อห้ามของอนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ. 1899' (The Hague Conventions of 1899) นักเคมีชาวฝรั่งเศสจึง 'เลี่ยงบาลี' ด้วยการคิดค้นสสารที่สร้างความระคายเคืองแก่ร่างกาย แต่ไม่ใช่ 'กระสุนที่บรรจุแก๊สพิษ' หรือ 'อาวุธมีพิษ' ตามข้อห้ามดังกล่าว ผลที่ได้คือสารเคมีที่สร้างความเจ็บปวดและทำให้เสียขวัญกำลังใจในเวลาเดียวกัน ทั้งยังขับไล่คนออกจากที่กำบัง ไม่ว่าจะเป็นสนามเพลาะในสงคราม หรือเครื่องกีดขวาง (barricade) บนถนน และทำให้ผู้คนหนีเตลิดอย่างไม่คิดถึงคพวกพ้อง

แต่แก๊สน้ำตาปรากฏอย่างเด่นชัดในสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (ปี 1914–1918) โดยทหารฝรั่งเศสยิงระเบิดมือบรรจุแก๊สน้ำตาใส่สนามเพลาะของฝ่ายเยอรมันใน 'ยุทธการที่ฟรอนเทียร์ส' หรือ 'ยุทธการที่ชายแดน' (Battle of the Frontiers) ระหว่างวันที่ 4 สิงหาคม ถึงวันที่ 6 กันยายน ปี 1914 หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แก๊สน้ำตาถูกใช้ในสงครามอื่น เช่น ฝ่ายอิตาลีใช้กับฝ่ายเอธิโอเปีย ในสงครามอิตาลี-เอธิโอเปียครั้งที่สอง (Second Italo-Ethiopian War, ปี 1935–1936) ฝ่ายสเปนใช้กับฝ่ายโมร็อกโก ในสงครามรีฟ (Rif War, ปี 1920–1927) หรือฝ่ายญี่ปุ่นใช้กับฝ่ายจีน สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สอง (Second Sino-Japanese War, 1937–1945)

นอกจากในสงคราม แก๊สน้ำตายังถูกใช้เพื่อ 'ควบคุมการชุมนุม' (Riot Control) ในหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศสใช้แก๊สน้ำตาเพื่อรักษาความสงบในอาณานิคม หรืออังกฤษใช้แก๊สน้ำตาในอาณานิคมแอฟริกาใต้ (South Africa) ขณะที่สหรัฐอเมริกา เริ่มใช้ระเบิดมือบรรจุแก๊สน้ำตาเพื่อควบคุมฝูงชนในปี 1919 โดยมีเหล่าทหารผ่านศึกสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง พยายามหว่านล้อมให้ตำรวจและรัฐบาล เล็งเห็นถึงจุดเด่นของมัน เช่น ไม่รุนแรงถึงชีวิต ไม่ทำให้ฟกช้ำหรือเลือดออก ไม่ทิ้งคราบและย่อยสลายได้เร็ว หรือดีกว่าการใช้กำลังปราบปราม ทั้งนี้ เอมอส ไฟรส์ (Amos Fries) หัวหน้าฝ่ายบริการสงครามเคมีของสหรัฐ (Chemical Warfare Service หรือ CWS) ในช่วงทศวรรษที่ 1920 กล่าวในปี 1928 ว่า "คนเรารักษากำลังใจท่ามกลางห่ากระสุน ได้ง่ายกว่าการปรากฏของแก๊สที่มองไม่เห็น"

แก๊สน้ำตาที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน มี 3 ชนิด ได้แก่ 1. แก๊สซีเอส (CS Gas) 2. แก๊สซีเอ็น (CN Gas) และ 3. แก๊สซีอาร์ (CR gas)

แก๊สซีเอส (CS Gas) ถือกำเนิดในปี 1928 โดย เบน คอร์สัน (Ben Corson) และ โรเจอร์ สทัฟทัน (Roger Stoughton) นักวิทยาศาสตร์ชาวสหรัฐ ทั้งสองคิดค้นสารประกอบ 2-chlorobenzalmalonitrile ซึ่งมีฤทธิ์ระคายเคืองรุนแรงต่อดวงตาและเนื้อเยื่ออ่อน สารประกอบนี้ได้รับฉายาว่า แก๊สซีเอส (CS Gas) ตามตัวอักษรแรกของชื่อนักวิทยาศาสตร์ทั้งสองคน และกลายเป็นหนึ่งในแก๊สน้ำตาหลักในสหรัฐ ทั้งยังถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลก เพราะมีอันตรายน้อยที่สุดในบรรดาแก๊สน้ำตาทั้ง 3 ชนิด เนื่องจากสามารถล้างออกได้ด้วยน้ำเปล่า

ขณะที่แก๊สซีอาร์ (CR gas) หรือ dibenzoxazepine ถูกพัฒนาโดยกระทรวงกลาโหมของอังกฤษ ช่วงปลายทศวรรษที่ 1950 ถึงต้นทศวรรษที่ 1960 รายงานจากห้องปฏิบัติการ 'พอร์ตันดาวน์' (Porton Down) ระบุว่า การสัมผัสกับแก๊สซีอาร์ เทียบได้กับการ "ถูกปิดตาและถูกโยนลงบนเตียงที่เต็มไปด้วยต้น Stinging Nettle (พืชวงศ์กะลังตังช้าง เมื่อสัมผัสจะทำให้ผิวหนังอักเสบ)" แก๊สซีอาร์จึงมีฉายาว่า 'แก๊สไฟ' (Firegas)

ส่วนแก๊สซีเอ็น (CN Gas) หรือ chloroacetophenone ถูกพัฒนาขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งถึงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่เป็นที่แพร่หลายเพราะมีพิษรุนแรง โดยหากใช้ปริมาณมาก จะทำลายเนื้อเยื่อบุผิวกระจกตา (corneal epithelial) และเยื่อตาบวม (Chemosis)

ช่วงปลายทศวรรษที่ 1920 กรมตำรวจเมืองนิวยอร์ก ฟิลาเดลเฟีย คลีฟแลนด์ ซานฟรานซิสโก และชิคาโก ได้จัดซื้อแก๊สน้ำตาสำหรับควบคุมฝูงชน กล่าวคือจัดการผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลนั่นเอง เช่น ม็อบเรียกร้องสิทธิแรงงาน เป็นต้น แก๊สน้ำตายังกลายเป็นธุรกิจสำคัญของสหรัฐ ตัวอย่างเช่น ระหว่างปี 1933 ถึง 1937 มูลค่าธุรกิจแก๊สน้ำตาและแก๊สไม่พึงประสงค์ (Tear and Sickening Gas) ในสหรัฐสูงถึง 1.25 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 21 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2014 หรือประมาณ 682.5 ล้านบาท) เนื่องจากเวลานั้นหน่วยงานรัฐจัดซื้อแก๊สน้ำตาเพื่อรับมือกับการสไตร์ก (Strike) หรือการประท้วงหยุดงาน ที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ สหรัฐยังส่งออกแก๊สน้ำตาไปยังประเทศต่างๆ เช่น อาร์เจนตินา โบลิเวีย และคิวบา

อย่างไรก็ตาม แม้แก๊สน้ำตาจะถูกโฆษณาว่า ไม่ถึงแก่ชีวิต แต่ประวัติศาสตร์ได้บันทึกความสูญเสียรุนแรงต่างๆ จากการใช้แก๊สนำตาอยู่บ่อยครั้ง เช่น ระหว่างการลุกฮืออินทิฟาดาครั้งที่หนึ่ง (First Intifada, ปี 1987–1993) โดยชาวปาเลสไตน์ในเขตเวสต์แบงก์ และฉนวนกาซา มีผู้เสียชีวิตจากแก๊สน้ำตาถึง 40 ราย และเจ็บป่วยจากการสัมผัสหลายพันคน ขณะที่ระหว่างปี 1990 ถึง 1995 มีชาวสหรัฐเสียชีวิตจากแก๊สน้ำตามากกว่า 60 ราย การใช้แก๊สน้ำตากับผู้ประท้วงในเดือนสิงหาคม ปี 2012 ที่ประเทศบาห์เรน ทำให้สตรีมีครรภ์หลายรายเกิดอาการแท้งบุตร หลังสัมผัสแก๊สน้ำตา และชายคนหนึ่งซึ่งป่วยเป็นโรคหอบ เสียชีวิตจากอาการระบบหายใจล่มเหลวเฉียบพลัน หลังสูดดมแก๊สน้ำตา

ในสงครามเวียดนาม (1955 – 1975) ฝ่ายสหรัฐยิงแก๊สน้ำตาใส่อุโมงค์ฝ่ายเวียดกง ซึ่งบางครั้งพลาดตกใส่หลุมหลบระเบิด ทำให้พลเมืองเสียชีวิตเนื่องจากขาดอากาศบริสุทธิ์หายใจ ในปี 1966 ผู้แทนประเทศฮังการีในสหประชาชาติ ซึ่งได้รับการสนับสนุนประเทศยุโรปตะวันออกอื่นๆ ชี้แจงต่อสหประชาชาติว่า "การใช้แก๊สควบคุมผู้ชุมนุมในเวียดนาม เพราะข้ออ้างวันว่างเปล่า ได้ถูกปฏิเสธไม่ให้ใช้ ทั้งโดยประชาคมโลก และสมาคมนักวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงนักวิชาการในสหรัฐอเมริกาเองด้วย" ฮังการียังเรียกร้องให้การใช้อาวุธเคมีในสงคราม ถือเป็นอาชญากรรมระหว่างประเทศ

แอนนา ไฟเกนเบาอุม (Anna Feigenbaum) อาจารย์ผู้สอนวิชามีเดียและการเมือง (Media and Politics) มหาวิทยาลัยบอร์นมัท (Bournemouth University) ประเทศอังกฤษ และผู้เขียนหนังสือ Tear Gas: The Making of a Peaceful Poison กล่าวว่า ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แก๊สน้ำตามีประสิทธิภาพอย่างไร้ความปรานี "ทั้งยังโฆษณาอย่างเสรีในนิตยสารเฉพาะกลุ่ม และซื้อขายกันอย่างเปิดเผย ตำรวจยังสามารถใช้งานมันได้อย่างรวดเร็ว พวกเขายังไม่จำเป็นฝึกฝนการใช้มากนัก คุณจึงสามารถเอาชนะสงครามสื่อได้ ด้วยการยิงแก๊สน้ำตา เพราะมันจะเปลี่ยนกลุ่มผู้ประท้วงให้เป็นม็อบที่กรีดร้องแทน แก๊สน้ำตายังไม่ทิ้งรอยเลือดไว้ จึงไม่เหลือร่องรอยใดๆ ขณะที่คุณก็ไม่ถูกมองว่าเป็นผู้ร้าย แต่ดูเหมือนว่าทำให้คนอื่นหัวกระเซิงเท่านั้น"

อาจเป็นเพราะ 'ประสิทธิภาพอย่างไร้ความปรานี' ของแก๊สน้ำตา ที่ทำให้มันถูกจัดเป็น 'สารควบคุมการประท้วง' (Riot Control Agent) ที่ยอดนิยมจนถึงปัจจุบัน.

เรื่อง : พชร อังคเรืองรัตนา
ภาพประกอบ : ชุติมณฑน์ ปทาน

อ้างอิง

www.mangozero.com/get-to-know-with-tear-gas/

https://www.nationalgeographic.com/.../130612-tear-gas.../

https://www.theatlantic.com/.../100-years-of-tear.../378632/

https://www.poynter.org/.../there-are-many-types-of-tear.../

https://www.vox.com/.../police-tear-gas-protests-history...

https://www.facebook.com/themomentumco/posts/2574818479476507

https://www.independent.co.uk/.../what-tear-gas-and-what...

https://theconversation.com/tear-gas-and-pepper-spray-are...

https://theconversation.com/what-is-tear-gas-139958
https://emergency.cdc.gov/agent/riotcontrol/factsheet.asp

Comments

Latest Article