Oriental Way

'กบฏเมา เมา' เมื่อเคนยาต่อต้านเจ้าอาณานิคมอังกฤษ

ในยุคของการล่าเมืองขึ้น นอกเหนือจากอนุทวีปอินเดียแล้ว จักวรรดิอังกฤษเข้าปกครองหลายบริเวณในทวีปแอฟริกาด้วย เพราะการควบคุมเส้นทางการค้ามีส่วนสำคัญในการทำให้ปริมาณและแนวโน้มของการค้าขายนั้นขยายตัวได้อย่างอย่างราบรื่นและไม่ถูกรบกวนจากคู่แข่งทั้งที่เป็นยุโรปด้วยกันเอง จากทั้งที่เป็นคู่แข่งทางการค้าและการเมืองซึ่งเป็นอำนาจท้องถิ่นแต่เดิม

เจ้าหน้าที่ตำรวจอาณานิคมเข้าตรวจค้นหมู่บ้านเพื่อหากบฏ
ที่มาของภาพ

สำหรับทวีปแอฟริกา นอกเหนือจากประเทศแอฟริกาใต้เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของจักรวรรดิอังกฤษแล้ว มีอีกประเทศหนึ่งซึ่งมักจะไม่มีใครพูดถึงนักแม้จะมีความสำคัญมากนั่นคือ เคนยา ซึ่งมีประวัติศาสตร์การลุกฮือขึ้นต่อต้านจักรวรรดิอังกฤษอย่างดุเดือด ไม่ต่างไปจากในอินเดีย

เชื้อไฟแห่งความโกรธแค้นของชาวเคนยา

อังกฤษเข้าไปมีอิทธิพลในเคนยาอย่างน้อยๆ ตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยมุ่งแสวงหาผลประโยชน์จากการใช้ที่ดินของเคนยาเป็นหลัก การดำเนินนโยบายเช่นนี้นำมาสู่การก่อตัวขึ้นของแรงต่อต้าน

โดยการลุกขึ้นต่อต้านอาณานิคมอังกฤษในเคนยาครั้งใหญ่ที่สุดคือ กบฏเมา เมา (Mau Mau Rebellion) ช่วงระหว่าง ค.ศ.1952-1963

ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่า ชื่อของการลุกฮือนี้มาจากไหน ซึ่งข้อสันนิษฐานหนึ่งระบุว่า คงจะมาจากภาษาถิ่นของกลุ่มกบฏเองแน่ ซึ่งหมายถึงการเคลื่อนไหวเพื่อทวงคืนยุคสมัย 'ปู่ย่าตายาย' ของพวกเขากลับมาจากเจ้าอาณานิคม

เจ้าอาณานิคมอังกฤษมีความสนใจจะใช้ที่ดินในเคนยาสำหรับการผลิต รวมทั้งที่สำคัญคือ ต้องการใช้แรงงานของชาวพื้นเมืองด้วยค่าจ้างต่ำเตี้ยเรี่ยดิน

อังกฤษเริ่มเข้าไปมีอิทธิพล ผูกสัมพันธ์กับชาวเคนยาพื้นถิ่นบางกลุ่ม และสร้างพันธมิตรขึ้น ในที่สุด ค.ศ.1920 ได้ประกาศว่าเคนยาเป็นเมืองขึ้นของตน แน่นอนว่าไม่ต้องถามชาวเคนยาให้เสียเวลา

ดีดาน คีมาที ผู้นำกบฏคนสำคัญ ที่มาของภาพ


เจ้าอาณานิคมขูดรีดเอาแรงงานส่วนเกินจากแรงงานในไร่ในนาชาวเคนยา ขณะเดียวกันยิ่งทำมากเข้าๆ หนักข้อขึ้นก็เริ่มขยายไปยึดเอาที่ดินซึ่งเป็นของชาวท้องถิ่น ซ้ำยังออกกฎหมายรับรองการกระทำของตนหลายต่อหลายฉบับ และทำให้ชาวเคนยาถูกขับออกจากที่ดินที่ตัวเองเคยอาศัยอยู่มาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย

ชาวนาชาวไร่ที่ถูกขับจากที่ดินเหล่านี้ โดยเฉพาะส่วนใหญ่คือ ชาวคิคูยู (Kikuyu) กลายเป็นกลุ่มแรงงานรับจ้างขนาดใหญ่ ที่เจ้าอาณานิคมอังกฤษต้องการ และรัฐบาลอาณานิคมก็ออกกฎหมายและคำสั่งอย่างเป็นทางการให้ความชอบธรรมความไม่ชอบธรรมของตนนี้

เหล่านี้จึงสุมไฟแห่งความโกรธแค้นจากความไม่เป็นธรรมที่ชาวเคนยาต้องประสบภายใต้เจ้าอาณานิคมอังกฤษ

ค่ายกักกันที่เจ้าอาณานิคมอังกฤษเอาไว้ขัง ทรมาน และฆ่าผู้ต้องสงสัยว่าเป็นกบฏ ที่มาของภาพ


กบฏเมา เมา

ความไม่พอใจที่สั่งสมจากนโยบายขูดรีดของเจ้าอาณานิคมอังกฤษ ส่งผลให้เกิดการต่อต้านด้วยการจับอาวุธ โดยแกนหลักของกลุ่มผู้ต่อต้าน ชาวคิคูยูได้ดำเนินการก่อจลาจลและลอบสังหารเป็นยุทธศาสตร์หลัก

จนกระทั่งในเดือนตุลาคม ค.ศ.1952 รัฐบาลเจ้าอาณานิคมในเคนยาประกาศภาวะฉุกเฉิน ระดมสรรพกำลังในการปราบกบฏครั้งนี้ให้ได้

ปฏิบัติการทางการทหารครั้งนี้กินระยะเวลากว่า 8 ปี และเผยให้เห็นความอัปลักษณ์ของการล่าเมืองขึ้น กลุ่มกบฏกว่า 11,000 คนถูกสังหาร รวมทั้งทหารชาวยุโรป 100 นาย และชาวแอฟริกันที่จงรักภักดีเจ้าอาณานิคมอีกประมาณ 2,000 นายตายไป


ความอัปลักษณ์ของนโยบายอาณานิคม

นอกเหนือไปจากจำนวนตัวเลขของผู้ที่ตายแล้ว ผู้ที่ถูกสงสัยว่าเป็นกบฏอีกกว่า 22,000 คนถูกจับไปเข้าค่ายกักกัน และสิ่งที่เกิดขึ้นในค่ายกักกันนั้นมาเปิดเผยกันทีหลังว่าเป็นการกระทำในลักษณะอาชญากรรมสงคราม

ผู้ต้องสงสัยถูกจับ ที่มาของภาพ

ผู้ต้องสงสัยเหล่านี้ถูกคุมขัง ถูกบังคับให้อดอาหาร ถูกทรมาน ถูกทำร้ายร่างกาย ถูกล่วงละเมิดทางเพศบางรายก็ถูกฆ่า หรือถูกแขวนคอไปเฉยๆ โดยไม่มีกระบวนการไต่สวนใดๆ และไม่มีผู้รับผิด

นโยบายของเจ้าอาณานิคมเป็นไปอย่างเหี้ยมโหดมากขึ้นๆ จนตัดกำลังผู้ต่อต้านได้สำเร็จ กระทั่งสามารถจับตัวดีดาน คีมาที (Dedan Kimathi) ผู้นำกลุ่มกบฏคนสำคัญไว้ได้ และยังคงสภาวะฉุกเฉินเอาไว้กระทั่ง ค.ศ.1960 แต่กองกำลังต่อต้านก็หมดลงไปแล้ว

กบฏเมา เมาจึงเป็นตัวอย่างการต่อต้านการใช้อำนาจของเจ้าอาณานิคมอีกตัวอย่างหนึ่งที่สำคัญ.



ภาพประกอบ : เพ็ญนภา บุปผาเจริญสุข

อ้างอิง

Wikipedia.com
Encyclopedia Britannica


 

Comments

Latest Article