Oriental Way

มุมมองประวัติศาสตร์ไทยที่คนไทยไม่เคยมอง: แง่คิดใหม่จากมหาสารานุกรมโซเวียต

สหภาพโซเวียตอาจจะล่มสลายไปแล้ว แต่ลัทธิมาร์กซ์ยังไม่ตาย อย่างน้อยก็ในแง่ปรัชญาและประวัติศาสตร์นิพนธ์ (Marxist historiography) หรือมุมมองประวัติศาสตร์ผ่านแว่นของลัทธิมาร์กซ์

ลัทธิมาร์กซ์มองประวัติศาสตร์ว่าอย่างไร?
ลัทธิมาร์กซ์มองประวัติศาสตร์เป็นการต่อสู้ทางชนชั้น การขูดรีดทางเศรษฐกิจของผู้เหนือกว่าในทางอำนาจ เช่น ศักดินาและนายทุน และเจียดเศษผลประโยชน์เล็กน้อยให้กับชนชั้นทาสติดที่ดินหรือแรงงาน ในแง่ความเคลื่อนไหวของสังคมโดยรวม ลัทธิมาร์กซ์มองโลกแบบวัตถุนิยม ความสัมพันธ์ระหว่างผลประโยชน์ของผู้กุมแหล่งทุนและผู้ออกแรงในการผลิต ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นธรรม เพราะผู้ออกแรงไม่ได้รับผลอย่างเท่าเทียมและมีสิทธิอำนาจทางการเมืองต่ำเตี้ยเรี่ยดิน มาร์กซิสต์จึงมุ่งทำลายความไม่เท่าเทียมกันนี้ และเปลี่ยนสังคมให้ถูกชี้นำโดยผู้ออกแรงผลิต ซึ่งเป็นเจ้าของทุนที่แท้จริง ไม่ใช่นายทุนหรือศักดินาที่อุปโลกน์ตัวเองเป็นนายเหนือเจ้าของทุนและแรงงาน

แนวคิดแบบนี้มีเป้าหมายอยู่ที่การปฏิวัติโค่นล้มระบอบที่คนเหนือกว่าคนอื่น ประวัติศาสตร์นิพนธ์แบบลัทธิมาร์กซ์จึงเน้นไปที่การชำแหละความไม่เท่าเทียมกันในสังคม การกดขี่ของชนชั้นสูง และเชิดชูผู้ที่พยายามจะผลักดันสังคมให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้า เมื่อผสมผสานกับแนวคิดเลนินนิสม์ (Leninism) และเหมาอิสม์ (Maoism) ที่วิพากษ์จักรวรรดินิยม หรือการรุกรานของชาติที่มีอำนาจเหนือกว่าเพื่อกุมแหล่งทุนและทรัพยากรและช่วงชิงแรงงานกับตลาด ประวัติศาสตร์นิพนธ์แบบฝ่ายซ้าย จึงเชิดชูผู้ต่อต้านและปลดปล่อยการรุกรานของต่างชาติไปด้วย ซึ่งเราจะพบการวิพากษ์ในลักษณะนี้ค่อนข้างมากในประวัติศาสตร์จีนยุคคอมมิวนิสต์

เราจะอ่านประวัติศาสตร์แบบฝ่ายซ้ายได้ที่ไหน? แน่นอนว่าในยุคปัจจุบันแม้แต่จีนเองก็ค่อนข้างหาอ่านได้ยาก การวิจัยประวัติศาสตร์ในจีนเริ่มกลับมาเดินทางสายกลางไม่เอียงขวาไม่เอียงซ้าย ดังเช่นในยุคโบราณที่กระบวนการเขียนประวัติศาสตร์จีนมีความเที่ยงตรงสูง ปลอดจากกรอบอุดมการณ์และการตราหน้าบุคคลบุคคลหนึ่งให้ดำหรือขาวอย่างชัดเจน ในเมื่อเป็นเช่นนี้ แหล่งศึกษาประวัติศาสตร์แบบฝ่ายซ้ายที่ดีที่สุด
น่าจะเป็นตำราเก่าๆ ก่อนยุค Wind of Change ก่อนเข้าทศวรรษที่ 90

ผู้เขียนขอแนะนำมหาสารานุกรมโซเวียต หรือ Great Soviet Encyclopedia สารานุกรมที่สหภาพโซเวียตจัดทำขึ้น เพื่อมอบความรู้ให้มวลชนผ่านแง่มุมของลัทธิมาร์กซ์ เพื่อตอบโต้กับสารานุกรมระดับโลก เช่น Encyclopedia Britannica หรือ Encyclopedia Americana ที่อาจจะเป็นกลางในเรื่องข้อมูล แต่แฝงแนวคิดที่เชิดชูลัทธิทุนนิยม ไม่วิพากษ์การล่าอาณานิคม ให้ความสำคัญกับศักดินาและชนชั้นขูดรีด
ลดทอนความสำคัญของชนชั้นแรงงาน ดังนั้นมหาสารานุกรมของโซเวียตจึงจะมองในทางตรงกันข้าม คือจะให้ความสำคัญกับประชาชน แรงงาน กสิกร ผู้นำที่เห็นอกเห็นใจมวลชน และการต่อต้านจักรวรรดินิยม


มหาสารานุกรมโซเวียต ฉบับพิมพ์ครั้งแรก ที่มาของภาพ

เพื่อให้เห็นภาพ จะขอยกตัวอย่างหัวเรื่องเกี่ยวกับประเทศไทย (Таиланд) ในมหาสารานุกรมเล่มนี้
ซึ่งเราจะพบว่าการมองประวัติศาสตร์ไทยผ่านแว่นของลัทธิมาร์กซ์ทำให้เกิดมุมมองที่ต่างจากการมองประวัติศาสตร์ตามขนบในประเทศเราพอสมควร

เรื่อง Таиланд หรือ ไทลันด์ เริ่มด้วยการอธิบายภาพรวมสภาพทางภูมิศาสตร์ และระบอบการปกครอง ฉบับที่ผู้เขียนใช้คือทศวรรษที่ 70 ซึ่งไทยยังอยู่ภายใต้ระบอบทหารและยังขับเคี่ยวกับฝ่ายซ้ายอย่างหนักหน่วงในช่วงสงครามเย็น แต่ข้อมูลเรื่องระบอบการปกครองก็ยังเป็นเพียงข้อมูลดิบ ไม่มีการวิพากษ์อะไรเป็นพิเศษ เพียงแต่บอกว่า "ไทยเป็นอันดับที่ 2 (ตามหลังอินโดนีเซีย) ในฐานะประเทศทุนนิยมที่มีแหล่งดีบุกมาก"

เมื่อเอ่ยถึงเชื้อชาติที่ประกอบกันเป็นเมืองไทย สารานุกรมนี้ค่อนข้างให้ข้อมูลที่ละเอียดกว่าสารานุกรมชุดอื่นๆ ซึ่งมักจะระบุเพียงแค่ว่าในประเทศไทยประกอบด้วยคนเชื้อชาติไทย จีน มลายู แต่ในมหาสารานุกรมโซเวียตเริ่มด้วยการเอ่ยถึงชนกลุ่มน้อยที่ตั้งรกรากในดินแดนของประเทศไทยมาก่อน โดยเอ่ยถึงคนเชื้อชาติลาวในเขตที่ราบสูงโคราชก่อนใครเพื่อน ตามด้วยชนกลุ่มน้อยภาคเหนือ-อีสาน คือผู้ไท ลื้อ ขึน ไทใหญ่ เอ่ยถึงคนไทยและจีนในภาคกลาง เอ่ยถึงคนกะเหรี่ยงและมอญในภาคตะวันตก การตั้งรกรากของคนเขมรในภาคอีสาน สภาพการณ์ของชนเผ่าภูเขาที่มีความเป็นอยู่ยากจนที่สุด และชาวมลายูที่นับถือศาสนาอิสลามในภาคใต้ (ไม่ได้เรียกอย่างบิดเบือนว่าคนไทยมุสลิม) แม้แต่คนเวียดนามและอินเดียก็ถูกเอ่ยถึง
ซึ่งต่างจากสารานุกรมเล่มอื่นๆ อย่างมาก

แผนที่ประเทศสยาม แบ่งเป็นสยามตอนบนและสยามตอนล่าง สมัยอยุธยา ที่มาของภาพ Simon de la Loubère, Du Royaume de Siam, Abraham Wolfgang, Amsterdam, 1691,

ที่สารานุกรมเล่มนี้ให้น้ำหนักกับประเด็นดังกล่าวค่อนข้างจริงจัง อาจเป็นเพราะนักชาติพันธุ์วิทยาของโซเวียตต้องใส่ใจเรื่องความหลากหลายทางชาติพันธุ์เพื่อที่จะศึกษาวิวัฒนาการของสังคมและรูปแบบการผลิตต่างๆ ในการอธิบายทิศทางสังคมการเมือง ซึ่งเริ่มจากสังคมเพาะปลูกแบบบุพกาล สังคมศักดินามีทาสติดที่ดิน สังคมทุนนิยมมีชนชั้นกลาง และระบบสังคมนิยม-คอมมิวนิสต์ในท้ายที่สุด วิถีของชาติพันธุ์จึงมีความสำคัญในการอธิบายว่าไทยอยู่ในชั้นตอนไหนของวิวัฒนาการ (ซึ่งคอมมิวนิสต์สายจีนในไทยอธิบายว่าไทยในเวลานั้นอยู่ในขั้นทุนนิยมกึ่งศักดินา)

ประวัติศาสตร์ของประเทศไทย สารานุกรมเล่มนี้พยายามจะบอกในสิ่งที่นักวิชาการร่วมสมัยในประเทศเรากำลังจะบอก คือประเทศไทยกอบไปด้วยชนชาติและที่มาที่หลากหลาย ประวัติศาสตร์ของชาติไทยไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์ของคนไทยภาคกลาง แต่เป็นการถักทอของอาณาจักรและชนกลุ่มต่างๆ มากมาย ไม่ได้เริ่มต้นที่สุโขทัย แต่เริ่มต้นตั้งแต่ยุคหินเก่า ในยุคประวัติศาสตร์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เริ่มต้นที่การตั้งหลักแหล่งของชาวมอญในช่วงศตวรรษที่ 1 - 2 ตามด้วยการก่อตั้งอาณาจักรทวาราวดี ในศตวรรษที่ 7 - 8 ที่น่าสนใจก็คือทางโซเวียตระบุว่าผู้ที่สืบทอดทวาราวดีคือละโว้ และในเนื้อหาระบุว่า ต่อมาทวาราวดีเป็นที่รู้จักกันในชื่อละโว้ - หรือลพบุรีในปัจจุบัน นอกจากนี้ ชาวมอญทวาราวดีมีศูนย์กลางแห่งที่้ 2 โดยขยายอิทธิพลสู่ภาคเหนือไปอยู่ที่ลำพูน คือที่หริภุญไชย แต่ถึงศตวรรษที่ 11

ในกาลต่อมาจักรวรรดิเขมร หรือกัมพุชเทศ ยึดครองละโว้หรือทวาราวดีในที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาได้ อารยธรรมขั้นสูงของทั้งมอญและเขมรต่างมีอิทธิพลต่อคนไทยเป็นอย่างมาก สารานุกรมนี้ระบุว่าคนไทยเคยมีถิ่นที่อยู่ในที่ราบสูงหยุนหนานในช่วง 1,000 ปีก่อนคริสตกาล จนกระทั่งสหัสวรรษแรกของคริสตกาลก็เริ่มอพยพลงใต้ ผสมผสานกับคนท้องถิ่น ในช่วงปลายศตวรรษที่ 12 - ต้นศตวรรษที่ 13 คนไทยตั้งนครรัฐต่างๆ ในแถบที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และเริ่มครอบครองพื้นที่นั้น


แผนที่เส้นทางน้ำของสยามตอนบน ในแถบที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา จากเมืองปากน้ำ จนถึง "เมืองสยาม" หรือยุธยา ที่มาของภาพSimon de la Loubère, Du Royaume de Siam, Abraham Wolfgang, Amsterdam, 1691,

นับแต่ศตวรรษที่ 13 คนไทยรับพุทธศาสนาหินยานและพิชิตจักรวรรดิเขมรในปี 1238 สถาปนาอาณาจักรสุโขทัย ช่วงสูงสุดอยู่ในรัชกาลพระเจ้ารามคำแหง แต่หลังจากพระเจ้ารามคำแหงอาณาจักรสุโขทัยก็แตกเป็นเสี่ยง ในปี 1350 เจ้ารัฐอู่ทองสถาปนาอยุธยา ย้ายเมืองหลวงมาที่นั่นและกลืนอาณาจักรสุโขทัย

ในช่วงแรกของประวัติศาสตร์ไทย ไม่มีการวิเคราะห์รูปแบบการผลิต หรือ Mode Of Production
ซึ่งเป็นกระบวนการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์แบบมาร์กซิสม์ รูปแบบการผลิตมี 6 รูปแบบ คือ

1. การผลิตแบบเอเชีย (Asiatic mode of production) เป็นการขูดรีดโดยตรงของผู้มีอำนาจต่อชนชั้นที่ต่ำกว่า เช่นสั่งให้จ่ายส่วยในรูปของผลิตผล สั่งให้ใช้แรงงานในช่วงเวลาหนึ่งๆ ของปี ที่สำคัญคือผู้ปกครองมักอ้างเทวสิทธิ์ หรือ Devine right เช่นเป็นทายาทของเทพเจ้าหรือเป็นสมมติเทพ

2. การผลิตแบบโบราณ (Antique or ancient mode of production) คล้ายๆ กับการผลิตแบบเอเชีย แต่ผู้ปกครองเริ่มที่จะไม่อ้างตัวเองว่าสืบสายจากเทพเจ้า มวลชนสามารถครอบครองผลผลิตได้ส่วนหนึ่ง และไม่ค่อยมีการเกณฑ์แรงงานอย่างหนัก เช่น ในกรีกโบราณและอาณาจักรโรมัน

3. การผลิตแบบศักดินา (Feudal mode of production) รูปแบบนี้เป็นรูปแบบเฉพาะในยุโรปยุคกลาง กษัตริย์เป็นเพียงประมุขในทางอำนาจ แต่ที่ดินถูกครอบครองโดยขุนนางและเจ้าท้องถิ่น มวลชนไม่มีที่ดินของตัวเอง ต้องทำงานในที่ดินของพวกเจ้าและขุนนาง ครอบครองผลผลิตส่วนหนึ่งได้ แต่ต้องจ่ายค่าเช่าและอยู่ติดที่ดินนั้นไปชั่วลูกชั่วหลาน

4. การผลิตแบบทุนนิยม (Capitalist mode of production) เมื่อเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม ทำให้กสิกรไม่ต้องทำงานติดที่ดินของเจ้าและขุนนางอีก แต่หันมาเป็นแรงงานให้กับพวกพ่อค้า เกิดชนชั้นนายทุนและชนชั้นแรงงาน การขูดรีดเกิดขึ้นจากการจ่ายค่าแรงต่ำว่ามูลค่าผลผลิตที่ออกมา โดยนายทุนได้ส่วนเกินไปครอง

5. การผลิตแบบสังคมนิยม (Socialist mode of production) เกิดขึ้นเมื่อมีการแบ่งผลประโยชน์จากการผลิตอย่างเป็นธรรม แรงงานเป็นเจ้าของทุนพร้อมๆ กับผู้ผลิต มีการแจกจ่ายที่ดินหรือต้นทุนในการผลิตอย่างเป็นธรรม ทรัพยากรทั้งหมดเป็นของสาธารณะ

6. การผลิตแบบรวมหมู่ (Communist mode of production) เป็นขั้นตอนสูงสุด ไม่มีชนชั้น ไม่มีเจ้าของทุน ไม่มีนาย ไม่มีบ่าว ทุกคนร่วมกันผลิตและสร้างสังคมศิวิไลซ์ร่วมกันอย่างเท่าเทียม แน่นอนว่า สังคมแบบนี้มีเพียงอุดมคติสูงสุด แม้จะมีความพยายามทำให้เกิดขึ้นแต่ล้มเหลวไม่เป็นท่า

ขุนนางชาวสยาม สวมลอมพอก ภาพโดยนักสำรวจชาวฝรั่งเศส ที่มาของภาพSimon de la Loubère, Du Royaume de Siam, Abraham Wolfgang, Amsterdam, 1691,

ในส่วนของประวัติศาสตร์ไทย หลังจากสถาปนาอาณาจักรอยุธยาแล้ว มหาสารานุกรมโซเวียตจึงเริ่มวิเคราะห์รูปแบบการผลิตและการขูดรีดทางชนชั้นด้วยวิธีวิพากษ์แบบมาร์กซิสต์ ในมหาสารานุกรมกล่าวว่า "ระบบราชาธิปไตยศักดินาของสยามเริ่มเป็นรูปเป็นร่างในศตวรรษที่ 14 และเป็นตัวเป็นตนในศตวรรษที่ 15 แรงหนุนทางสังคมของราชาธิปไตยในสยามคือชนชั้นเจ้า-ขุนนาง ซึ่งแบ่งออกเป็นฝ่ายมหาดไทยและกลาโหม" ในยุคนี้ สังคมศักดินาไทยก่อรูปในระยะสุดท้าย "ขุนนางได้รับเงินเบี้ยหวัดแทนที่จะเป็นส่วยเงินและส่วยแรง (ค่าเช่าทางเศรษฐกิจ หรือ Rent) ที่รีดมาจากชาวนาติดที่ดิน" หรือไพร่

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเห็นว่ารูปแบบของการผลิตในอยุธยาเป็นการผลิตแบบเอเชียและการผลิตแบบศักดินา คือไพร่ต้องทำงานให้เจ้าและเจ้าเก็บค่าเช่าที่ดินจากไพร่ในเวลาเดียวกัน แทนที่จะเป็นสังคมศักดินาเท่านั้น

หลังจากอยุธยาเสียให้แก่พม่าครั้งแรก สมเด็จพระนเรศวรมหาราช (Наресуан Великий โปรดสังเกตว่า โซเวียตยังอุตส่าห์ใส่คำว่ามหาราช หรือ Великий พ่วงท้ายพระนามให้) ในหัวเรื่องเฉพาะเกี่ยวกับ
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช แทนที่จะเอ่ยถึงการกรำศึกของพระองค์เหมือนที่ประวัติศาสตร์ไทยชอบทำ
มหาสารานุกรมโซเวียตกลับเน้นพระราชกรณียกิจเรื่องการรวมศูนย์อำนาจ ลดการถือครองทรัพย์ของพวกเจ้าเพื่อสร้างสังคมศักดินาราชาธิปไตยสยาม และแต่งตั้งข้าหลวงจากส่วนกลางไปปกครองเมืองต่างๆ การค้าขายด้วยการแลกเปลี่ยนผ่านเงินตราเริ่มแพร่หลาย มีการทำข้อตกลงการค้ากับอาเจะห์และดัตช์ จะเห็นว่าเน้นไปในเรื่องการก่อตัวของรูปแบบการผลิตที่เติบโตเป็นศักดินาเต็มตัวพร้อมกับเริ่มเปิดประตูให้กับระบอบพาณิชย์นิยม (Mercantilism) จากยุโรปที่นำโดยดัตช์ อันเป็นรูปแบบขั้นต้นของทุนนิยม

ในช่วงกลางและปลายสมัยอยุธยา นานาประเทศจากยุโรปเข้ามาผูกสัมพันธ์กับสยาม เพื่อแสวงหาตลาด
ทั้งตลาดแหล่งทุนและตลาดปล่อยสินค้า อันเป็นจุดแรกเริ่มของระบอบทุนนิยมผสมกับลัทธิจักรวรรดินิยมที่มีเป้าหมายเพื่อดูดทรัพยากรจากประเทศด้อยกว่า และนำทรัพยากรไปผลิตในประเทศต้นทาง จากนั้นนำสินค้ามาปล่อยในประเทศที่ถูกขูดรีดอีกที นี่คือจุดเริ่มต้นของการคุกคามสยามด้วยลัทธิล่าอาณานิคม


หญิงชาวสยามกับบุตร ภาพโดยนักสำรวจชาวฝรั่งเศส ที่มาของภาพ Simon de la Loubère, Du Royaume de Siam, Abraham Wolfgang, Amsterdam, 1691,

รัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ จากประวัติศาสตร์ที่เราเรียนกันว่า มักระบุว่าความสัมพันธ์กับไทยและฝรั่งเศสมีลับลมคมใน ฉากหน้านั้นชื่นมื่นแต่ลับหลังฝรั่งเศสมุ่งจะยึดครองไทย สารานุกรมของโซเวียตก็มองเหตุการณ์ในมุมเดียวกัน แต่เสริมว่า การที่ฝรั่งเศสได้ครองบางกอกและมะริดและนำกองกำลังเข้ามาประจำการ ถือเป็นสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งแม้ว่าอยุธยาจะยินยอมพร้อมใจ แต่เรื่องนี้เป็นมุมมองที่หลายคนคาดไม่ถึงมาก่อน เพราะเมื่อคิดถึงสนธิสัญญาไม่เป็นธรรมดับต่างชาติ เรามักนึกถึงกรณีเสียดินแดนสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เพื่อปลดปล่อยแผ่นดินจากภัยคุกคามนี้ "กลุ่มคนสยามผู้รักบ้านเมือง" (Сиамские патриоты) นำโดยพระเพทราชา จึงลุกฮือยึดอำนาจจากสมเด็จพระนารายณ์ แลัวขับไล่ฝรั่งออกไป จากนั้นพระเพทราชาปิดประเทศและยึดธุรกิจการค้าของฝรั่ง (เรื่องนี้ไม่ตรงกับความจริง ทั้งยังเป็นความเข้าใจผิดของประวัติศาสตร์กระแสหลักทั้งในและนอกประเทศไทย เพราะพระเพทราชาขับไล่แค่ฝรั่งเศส แต่ยังทรงค้าขายกับดัตช์ และไม่มีการปิดประเทศแต่อย่างใด)

จะเห็นได้ว่าในประวัติศาสตร์นิพนธ์ของโซเวียตยกให้พระเพทราชาเป็นผู้กอบกู้บ้านเมืองไทย เพื่อที่จะสะท้อนทัศนะของมาร์กซิสต์ในเรื่องต่อต้านการขยายตัวของทุนนิยม-จักรวรรดินิยมในคราบ
ลัทธิล่าอาณานิคม ผู้นำท้องถิ่นที่ต่อต้านความกระหายของลัทธิจักรวรรดินิยม จึงถือเป็น "ผู้รักชาติ" ขณะที่ประวัติศาสตร์นิพนธ์ของไทยเราให้ภาพพระเพทราชา ราวกับผู้ช่วงชิงอำนาจอย่างไม่ชอบธรรม หรืออย่างน้อยก็มีคุณูปการที่ดูกำกวม

ก่อนที่จะถึงปลายยุคศักดินา ไทยมีความกระหายที่จะขยายอำนาจครอบงำเวียดนาม ลาว และกัมพูชา แต่ในปี 1759 เกิดสงครามกับพม่ายืดเยื้อยาวนานจนกระทั่งอยุธยาถูกพม่าตีแตกในปี 1767

เรื่องราวเกี่ยวกับไทยในมหาสารานุกรมโซเวียตยังไม่จบลงเท่านี้ แต่หลังจากนี้จะเป็นการเข้าสู่ยุคใหม่ และรูปแบบการผลิตแบบใหม่ของไทยที่มีความซ้อนกว่าสังคมการผลิตแบบเอเชียและสังคมศักดินา



 

Comments

Latest Article